HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\
Advanced
NoNetCrawling ปรับเป็น 1 เพื่อยกเลือกการทำงานของ NetCrawling
NetCrawling เป็นตัวที่จะค้นหา file, folder หรือเครื่องพิมพ์ในเครื่อข่ายโดยอัตโนมัติถ้าเกิว่าเราไม่ได้ใช้งาน
ระบบเครือข่ายมากนักเราก็ปิดการทำงนในส่วนนี้ไปซึ่งจะช่วยเพิ่มความเร็วได้ พอสมควร
HKEY_CURRENT_USER\Control Panel\Desktop
MenuShowDelay ปรับเป็น 0 เพื่อทำให้ค่าการหน่วงเวลาใน window เป็น 0 คือไม่มีการหน่วงเวลาใน
การเปิด Menu ต่างๆ (ยิ่งใส่น้อยก็ยิ่งเร็ว)
HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Control\Session Manager\
Memory Management
DisablePagingExecutive ปรับให้เป็น 1 เพื่อให้ wndows ไม่ทำ Paging บน file ที่สำคัญเพื่อลดการ
โยกย้ายข้อมูลเข้าออก
HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Control\Session Manager\
Memory Management\PrefetchParameters
EnablePrefetcher ปรับให้เป็น 4 เพื่อทำให้การ boot เครื่องเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
HKEY_CURRENT_USER\Control Panel\Desktop
AutoEndTasks ปรับให้เป็น 1 ปิดการทำงานของโปรแกรมต่างๆโดยอัตโนมัติก่อนการ Shutdown
HKEY_CURRENT_USER\Control Panel\Desktop
HungAppTimeout ปรับให้เป็น 1 เพื่อให้ปิดการทำำงานของโปรแกรมที่มีปัญหาทันทีที่ Shutdown
HKEY_CURRENT_USER\Control Panel\Desktop
WaitToKillAppTimeout ปรับให้เป็น 1 เพื่อให้ shutdown ได้โดยไม่ต้องรอปิดค่า service ต่างๆที่
เหลืออยู่
Software ซอฟท์แวร์ แก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ · Hardware ฮาร์ดแวร์ การแก้ปัญหาฮาร์ดแวร์ · Tips ทิปส์ ทิป เทคนิคคอมพิวเตอร์. ท่านต้องการรู้วิธีแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์
รู้จักกับ registry
รู้จักกับ registry กันก่อน
Registry คือ ฐานข้อมูลส่วนกลางของ windowซึ่งตัว registry นั้นจะเป็นที่เก็บค่าการทำงานทุกอย่างเอา
ไว้ไม่ว่าเป็นการตั้งค่าต่างๆของตัว window, การตั้งค่าของโปรแกรมต่าง, การควบคุม hardwareหรือแม้แต่
กระทั้งค่า User และ password Autocomplete นั้นก็จะถูกเข้ารหัสและเก็บเอาไว้ในส่วนนี้เช่นกัน
ดังนั้น registry จึงเป็นส่วนที่สำคัญเป็นอย่างมากและถ้าเกิดว่า registry ถูกปรับแต่งให้เสียหายแม้เพียงนิด
เดียวก็อาจจะส่งผลต่อการทำงานของ window โดยรวมทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย
การ backup registry และการกู้คืน registry
ก่อนที่เราจะเริ่มการปรับแต่งส่วนต่างๆของ registry นั้นอย่างแรกที่เราต้องทำก็คือการ backup registry
เอาไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัยเพราะว่า registryนั้นเป็นส่วนที่สำคัญการใส่ค่าผิดเพียงเล้กน้อยก็จะสามารถ
ส่งผลกระทบต่อการทำงานได้เพราะฉะนั้นเรามาเรียนรู้การ backup และ การกู้คืนกัน
***หมายเหตุ การที่เราใช้ system restore ก็ถือเป็นหนึ่งในวิธีการที่ backup และ restore ได้เช่นกัน
การ Backup Registry
1. เข้าไปที่ Start > Run
start > run
2. พิมพ์คำสั่งคำว่า regedit
regedit
3. เมื่อปรากฏหน้าจอ registry Editor ขึ้นมาแล้วให้เข้าไปที่ File > Export
Export registry
4. ตั้งชื่อ file ตามต้องการแล้วกด save
name
การ กู้คืน Registry
ถ้าเกิดว่าการปรับแต่งของเราเกิดการผิดพลาดขึ้นมาเราก็สามารถกู้ คืนได้ง่ายๆโดยเราต้องเข้าไปที่ file ที่เรา
save เอาไว้แล้ว Double click ขึ้นมาแล้วมันจะปรากฏหน้าจอขึ้นมาถามเราว่าต้องการปรับ registry จริงไหม
ให้เราตอบ yesไป
Registry คือ ฐานข้อมูลส่วนกลางของ windowซึ่งตัว registry นั้นจะเป็นที่เก็บค่าการทำงานทุกอย่างเอา
ไว้ไม่ว่าเป็นการตั้งค่าต่างๆของตัว window, การตั้งค่าของโปรแกรมต่าง, การควบคุม hardwareหรือแม้แต่
กระทั้งค่า User และ password Autocomplete นั้นก็จะถูกเข้ารหัสและเก็บเอาไว้ในส่วนนี้เช่นกัน
ดังนั้น registry จึงเป็นส่วนที่สำคัญเป็นอย่างมากและถ้าเกิดว่า registry ถูกปรับแต่งให้เสียหายแม้เพียงนิด
เดียวก็อาจจะส่งผลต่อการทำงานของ window โดยรวมทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย
การ backup registry และการกู้คืน registry
ก่อนที่เราจะเริ่มการปรับแต่งส่วนต่างๆของ registry นั้นอย่างแรกที่เราต้องทำก็คือการ backup registry
เอาไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัยเพราะว่า registryนั้นเป็นส่วนที่สำคัญการใส่ค่าผิดเพียงเล้กน้อยก็จะสามารถ
ส่งผลกระทบต่อการทำงานได้เพราะฉะนั้นเรามาเรียนรู้การ backup และ การกู้คืนกัน
***หมายเหตุ การที่เราใช้ system restore ก็ถือเป็นหนึ่งในวิธีการที่ backup และ restore ได้เช่นกัน
การ Backup Registry
1. เข้าไปที่ Start > Run
start > run
2. พิมพ์คำสั่งคำว่า regedit
regedit
3. เมื่อปรากฏหน้าจอ registry Editor ขึ้นมาแล้วให้เข้าไปที่ File > Export
Export registry
4. ตั้งชื่อ file ตามต้องการแล้วกด save
name
การ กู้คืน Registry
ถ้าเกิดว่าการปรับแต่งของเราเกิดการผิดพลาดขึ้นมาเราก็สามารถกู้ คืนได้ง่ายๆโดยเราต้องเข้าไปที่ file ที่เรา
save เอาไว้แล้ว Double click ขึ้นมาแล้วมันจะปรากฏหน้าจอขึ้นมาถามเราว่าต้องการปรับ registry จริงไหม
ให้เราตอบ yesไป
การใช้ปุ่ม Print Screen
ปุ่ม Print Screen หรือ ปุ่ม Prt Sc SysRq นั้น มีหน้าที่เหมือนกล้องถ่ายภาพ โดยจะมีหน้าที่เก็บข้อมูลต่างๆ บนหน้าจอเพื่อไปใช้ประโยชน์เช่น ถ่ายไปประกอบการเรียนการสอนต่างๆหรือไว้อธิบายขั้นตอนการทำงานต่างๆ และอื่นๆอีกมากมาย แล้วแต่จะนำไปใช้ซึ่งมีวิธีใช้งานดังนี้ครับ
1. เลือกหน้าจอที่ต้องการจะเก็บข้อมูล
2. กดปุ่ม Prt Sc SysRq บน KEYBOARD
3. จากนั้นก็เลือกโปรแกรมเกี่ยวกับรูปภาพ เช่น PHOTOSHOP หรือ PAINT เป็นต้น (ในที่นี้ขอใช้ PAINT)
4. กด CTRL + V หรือ กด EDIT ---> PASTE เพื่อวางภาพที่จับมาครับ

5. แล้วก็ตกแต่งภาพตามใจชอบครับ เช่นจะตัดตรงโน้น ตรงนี้ก็แล้วแต่ครับ
6. อย่าลืม Save นะครับ
1. เลือกหน้าจอที่ต้องการจะเก็บข้อมูล
2. กดปุ่ม Prt Sc SysRq บน KEYBOARD
3. จากนั้นก็เลือกโปรแกรมเกี่ยวกับรูปภาพ เช่น PHOTOSHOP หรือ PAINT เป็นต้น (ในที่นี้ขอใช้ PAINT)
4. กด CTRL + V หรือ กด EDIT ---> PASTE เพื่อวางภาพที่จับมาครับ
5. แล้วก็ตกแต่งภาพตามใจชอบครับ เช่นจะตัดตรงโน้น ตรงนี้ก็แล้วแต่ครับ
6. อย่าลืม Save นะครับ
windows 7: ลูกเล่น(ไร้สาระ)ที่ซ่อนอยู่?
บ่อยครั้งที่พบว่า ลูกเล่นที่ลึกลับหรือถูกซ่อนไว้ในซอฟต์แวร์ที่เรียก Easter Egg มักจะตามติดจากเวอร์ชันเก่ามาจนถึงเวอร์ชันใหม่ แม้แต่ในระบบปฎิบัติการ Windows 7 ลูกเล่นบางอย่างที่เล่นได้บน Windows Vista ก็ยังใช้ได้บน Windows 7 ด้วย อย่างทริก"ไร้สาระ"อันนี้เป็นต้น
เรื่อง ของเรื่องก็คือ ปกติเวลาเรียกใช้ฟังก์ชัน Task Switcher (หรือ Flip ใน Windows Vista) เพื่อสลับสับเปลี่ยนไปใช้แอพฯตัวอื่นๆ ที่เปิดไว้แล้ว ผู้ใช้เพียงแค่กดปุม Alt+tab บน Windows 7 หรือ Vista ก็จะมีหน้าต่างป๊อปอัพขึ้นมาพร้อมทั้งแสดงรายการของหน้าต่างโปรแกรม ด้วยขนาด thumbnail จัดแถว รอให้คุณเลือกบนพื้นใส Aero ซึ่งจะแตกต่างจากที่เคยเห็นใน Windows XP ที่เป็นแค่ไอคอนโปรแกรมเท่านั้น

หากคุณคิดถึงอินเตอร์เฟซของฟังก์ชันสลับโปรแกรมที่ไม่ค่อยไฮโซเท่าไรของ XP ก็สามารถเรียกรูปแบบเดิมขึ้นมาใช้ใน Windows 7 (หรือ Vista) ได้เหมือนกัน โดยขั้นแรกกดปุ่ม Alt+tab ด้วยมือซ้าย จากนั้นใช้มือขวากดปุ่ม Alt ทางฝั่งขวาของคีย์บอร์ด แล้วปล่อย (มือซ้ายยังกดปุ่ม Alt ค้างอยู่นะครับ) จากนั้นกด Alt+tab ด้วยมือซ้าย จะเห็นว่า Switcher ได้เปลี่ยนอินเตอร์เฟซกลับไปเป็นแบบ XP ในอดีตแล้ว โอ้ว...ได้กลิ่นอายของ XP ดีจัง :p (ภาพตัวอย่าง Task Switcher บน Windows 7 ที่แสดงไอคอนเรียบง่ายแบบ XP)
เรื่อง ของเรื่องก็คือ ปกติเวลาเรียกใช้ฟังก์ชัน Task Switcher (หรือ Flip ใน Windows Vista) เพื่อสลับสับเปลี่ยนไปใช้แอพฯตัวอื่นๆ ที่เปิดไว้แล้ว ผู้ใช้เพียงแค่กดปุม Alt+tab บน Windows 7 หรือ Vista ก็จะมีหน้าต่างป๊อปอัพขึ้นมาพร้อมทั้งแสดงรายการของหน้าต่างโปรแกรม ด้วยขนาด thumbnail จัดแถว รอให้คุณเลือกบนพื้นใส Aero ซึ่งจะแตกต่างจากที่เคยเห็นใน Windows XP ที่เป็นแค่ไอคอนโปรแกรมเท่านั้น

หากคุณคิดถึงอินเตอร์เฟซของฟังก์ชันสลับโปรแกรมที่ไม่ค่อยไฮโซเท่าไรของ XP ก็สามารถเรียกรูปแบบเดิมขึ้นมาใช้ใน Windows 7 (หรือ Vista) ได้เหมือนกัน โดยขั้นแรกกดปุ่ม Alt+tab ด้วยมือซ้าย จากนั้นใช้มือขวากดปุ่ม Alt ทางฝั่งขวาของคีย์บอร์ด แล้วปล่อย (มือซ้ายยังกดปุ่ม Alt ค้างอยู่นะครับ) จากนั้นกด Alt+tab ด้วยมือซ้าย จะเห็นว่า Switcher ได้เปลี่ยนอินเตอร์เฟซกลับไปเป็นแบบ XP ในอดีตแล้ว โอ้ว...ได้กลิ่นอายของ XP ดีจัง :p (ภาพตัวอย่าง Task Switcher บน Windows 7 ที่แสดงไอคอนเรียบง่ายแบบ XP)
ไอคอน Show Desktop หาย
ไม่ต้องกังวลไปครับ ไอคอน Show Desktop สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ โดยใช้แค่เครื่องมือง่ายๆ อย่าง Notepad แต่เนื่องจากคุณไม่ได้แจ้งว่า Windows ที่ใช้อยู่เป็นเวอร์ชันอะไร ดังนั้นวิธีแก้ไขในที่นี้จะสามารถใช้ได้กับวินโดวส์ทุกเวอร์ชันตั้งแต่ 98 ถึง Vista สำหรับขั้นตอนการสร้าง Show Desktop ขึ้นมาใหม่มีดังนี้
1. เปิดโปรแกรมโน้ตแพด (Notepad) แล้วก็อปปี้ข้อความต่อไปนี้เข้าไป
กรณี ที่ใช้ 98 และ Windows XP ให้ก็อปปี้บรรดทัดข้างล่างนี้เข้าไปใส่ในโน้ตแพด
[Shell]
Command=2
IconFile=explorer.exe,3
[Taskbar]
Command=ToggleDesktop
แต่ ถ้าคุณใช้ Vista ให้ก็อปปี้ข้อความข้างล่างนี้แทน
[Shell]
Command=2
IconFile=shell32.dll,34
[Taskbar]
Command=ToggleDesktop
2. จัดเก็บไฟล์ไว้บนเดสก์ทอป โดยตั้งชื่อว่า Show Desktop.scf ขั้นตอนการจัดเก็บไฟล์ข้อความในโน้ตแพดให้มีนามสกุลแบบนี้ ให้คลิกเมนู File เลือก Save As... เลือก Save as type เป็น All Files (*.*) แล้วคลิกปุ่ม Save แล้วปิดโน้ตแพด (ย้ำว่า ชื่อไฟล์และนามสกุลจะต้องเขียนตามนี้เป๊ะคือ Show Desktop.scf)
3. และก็ถือขั้นตอนสุดท้ายนั่นคือ ลากไอคอนไฟล์ Show Desktop ลงไปใส่ใน Quicklaunch เพียงแค่นี้คุณก็ได้ไอคอนสำหรับคลิก เพื่อแสดงเดสก์ทอปกลับคืนมาแล้ว...หวังว่าคงไม่ยากเกินไปนะครับ
1. เปิดโปรแกรมโน้ตแพด (Notepad) แล้วก็อปปี้ข้อความต่อไปนี้เข้าไป
กรณี ที่ใช้ 98 และ Windows XP ให้ก็อปปี้บรรดทัดข้างล่างนี้เข้าไปใส่ในโน้ตแพด
[Shell]
Command=2
IconFile=explorer.exe,3
[Taskbar]
Command=ToggleDesktop
แต่ ถ้าคุณใช้ Vista ให้ก็อปปี้ข้อความข้างล่างนี้แทน
[Shell]
Command=2
IconFile=shell32.dll,34
[Taskbar]
Command=ToggleDesktop
2. จัดเก็บไฟล์ไว้บนเดสก์ทอป โดยตั้งชื่อว่า Show Desktop.scf ขั้นตอนการจัดเก็บไฟล์ข้อความในโน้ตแพดให้มีนามสกุลแบบนี้ ให้คลิกเมนู File เลือก Save As... เลือก Save as type เป็น All Files (*.*) แล้วคลิกปุ่ม Save แล้วปิดโน้ตแพด (ย้ำว่า ชื่อไฟล์และนามสกุลจะต้องเขียนตามนี้เป๊ะคือ Show Desktop.scf)
3. และก็ถือขั้นตอนสุดท้ายนั่นคือ ลากไอคอนไฟล์ Show Desktop ลงไปใส่ใน Quicklaunch เพียงแค่นี้คุณก็ได้ไอคอนสำหรับคลิก เพื่อแสดงเดสก์ทอปกลับคืนมาแล้ว...หวังว่าคงไม่ยากเกินไปนะครับ
ไวรัส PC Antispyware 2010
ผมเพิ่งติดตั้งโปรแกรม PC Anti-Spyware 2010 เข้าไปในคอมพิวเตอร์ แต่เพื่อนบอกว่า มันไมใช่โปรแกรมป้องกันสปายแวร์ แต่ตัวมันนั่นแหละที่เป็น"สปายแวร์" เรื่องนี้จริงเท็จอย่างไรครับ? และถ้าเป็นจริงผมจะจัดการกับมันอย่างไรดีครับ?
ก่อนอื่นต้องบอกว่า เรื่องที่เพื่อนคุณว่ามานั้นเป็นเรื่องจริงครับ และเจ้าไวรัสตัวนี้ก็กำลัง หลอกให้ผู้ใช้ทั่วโลกติดตั้งมันเข้าไปในเครื่อง ดังนั้น แทนที่มันจะปกป้องคอมพิวเตอร์ของคุณ ตรงกันข้าม มันกลับพยายามขโมยข้อมูลส่วนตัวของคุณส่งออกไปให้แฮคเกอร์ ซึ่งรวมถึงหมายเลขบัตรเครดิต ตลอดจนบัญชีธนาคารของคุณ และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ผู้ใช้ควรตรวจสอบว่าได้เผลอติดตั้งไวรัสตัวนี้เข้า ไป หรือไม่? ซึ่งถ้าหากพบก็ลบออกได้ทันที

ที่แย่กว่าการที่ทราบว่า ติดไวรัสตัวนี้เข้าไปแล้วก็คือ เราไม่สามารถ กำจัด PC Anti-Spyware 2010 ออกไปได้โดยง่าย เพราะมันก็เหมือนกับไวรัสตัวอื่นๆ ที่่สามารถซ่อนตัวเอง และทำงานในแบคกราวด์โดยที่คุณไม่รู้ตัว เอาเป็นว่า ถึงตอนนี้ คอมพิวเตอร์ของคุณได้ติดมันเข้าไปเรียบร้อยแล้ว แนะนำให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ เพื่อกำจัดมันออกไปจากเครื่องเป็นการด่วนจะดีกว่านะครับ
1. ขั้นแรกต้องหยุดไม่ให้ทำงานในหน่วยความจำ ด้วยการกำจัด (kill) โพรเซสที่เกี่ยวข้องกับไวรัสตัวนี้ ด้วยการเปิด Task Manager (กดปุ่ม Ctrl+Alt+Del หรือคลิกขวาบนทาสก์บาร์ (taskbar) เลือก Task Manager) คลิกแท็บ Processes สังเกตว่า มีรายการต่อไปนี้ปรากฎอยู่ หรือไม่?
* PC_Antispyware2010.exe
* Uninstall.exe
* jugifyryve.exe
หาก คุณพบว่า โพรเซสเหล่านี้กำลังทำงานอยู่ ให้คลิกเลือกทีละรายการแล้วคลิกปุ่ม End Process อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนนี้ยังไม่ได้เป็นการกำจัด หรือถอดถอนไวรัสตัวนี้ออกไปนะครับ เพียงแต่หยุดไม่ให้ทำงานชั่วคราวก่อนเท่านั้น เมื่อคุณรีสตาร์ทเครื่อง ไวรัสก็จะกลับมาทำงานอีกอยู่ดี
2. ขั้นตอนนี้จะเป็นการกำจัด PC Anti-Spyware 2010 ออกไปจากเครื่องคอมพิวเตอร์โดยสมบูรณ์ โดยคุณจะต้องเข้าไปลบมันออกจากรีจิสทรีที่เกี่ยวข้องกับไวรัส วิธีที่ตรวจสอบก็ง่ายมาก เริ่มต้นด้วยการสั่งรันโปรแกรม REGEDIT (กดปุ่ม Windows+R พิมพ์คำสั่ง regedit แล้วกดปุ่ม Enter) จากนั้นคลิกเข้าไปลบรายการข้างล่างนี้
HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Uninstall\PC_Antispyware2010
HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Run\ "PC Antispyware 2010"
HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\PC_Antispyware2010
HKEY_CURRENT_USER\Control Panel\don’t load\ "scui.cpl"
HKEY_CURRENT_USER\Control Panel\don’t load\ "wscui.cpl"
3. ขั้นตอนสุดท้ายคุณจะต้องลบไฟล์ทั้งหมด และไดเร็กทอรี่ที่เกี่ยวข้องกับ PC Anti-Spyware 2010 โดยเปิดหน้าต่าง Windows Explorer (กดปุ่ม Windows + E) แล้วคลิกเข้าไปลบไดเร็กทอรี่ต่อไปนี้
C:\Program Files\PC_Antispyware2010
C:\Program Files\PC_Antispyware2010data
อย่าง ไรก็ตาม มันอาจจะยังมีไฟล์ไวรัสตกค้างในโฟลเดอร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซ่อนอยู่ในระบบอีก แนะนำให้ตรวจสอบด้วยการพิมพ์ในช่องเสิร์ชว่า "PC_Antispyware2010" โดยเลือกให้ค้นในไดเร็กทอรี่ของระบบ (System directory) และโฟลเดอร์ที่ซ่อนไว้ (History folder) เพื่อลบมันออกไปให้สิ้นซาก
(*สังเกตว่า ไม่ว่าจะกดเพื่อแอคชั่นอะไรก็ตาม มันจะปีอปอัพหน้าต่างชวนให้คุณลงทะเบียนอยู่ตลอดเวลาจนน่ารำคาญ นิสัยแย่มากๆ)
ก่อนอื่นต้องบอกว่า เรื่องที่เพื่อนคุณว่ามานั้นเป็นเรื่องจริงครับ และเจ้าไวรัสตัวนี้ก็กำลัง หลอกให้ผู้ใช้ทั่วโลกติดตั้งมันเข้าไปในเครื่อง ดังนั้น แทนที่มันจะปกป้องคอมพิวเตอร์ของคุณ ตรงกันข้าม มันกลับพยายามขโมยข้อมูลส่วนตัวของคุณส่งออกไปให้แฮคเกอร์ ซึ่งรวมถึงหมายเลขบัตรเครดิต ตลอดจนบัญชีธนาคารของคุณ และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ผู้ใช้ควรตรวจสอบว่าได้เผลอติดตั้งไวรัสตัวนี้เข้า ไป หรือไม่? ซึ่งถ้าหากพบก็ลบออกได้ทันที

ที่แย่กว่าการที่ทราบว่า ติดไวรัสตัวนี้เข้าไปแล้วก็คือ เราไม่สามารถ กำจัด PC Anti-Spyware 2010 ออกไปได้โดยง่าย เพราะมันก็เหมือนกับไวรัสตัวอื่นๆ ที่่สามารถซ่อนตัวเอง และทำงานในแบคกราวด์โดยที่คุณไม่รู้ตัว เอาเป็นว่า ถึงตอนนี้ คอมพิวเตอร์ของคุณได้ติดมันเข้าไปเรียบร้อยแล้ว แนะนำให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ เพื่อกำจัดมันออกไปจากเครื่องเป็นการด่วนจะดีกว่านะครับ
1. ขั้นแรกต้องหยุดไม่ให้ทำงานในหน่วยความจำ ด้วยการกำจัด (kill) โพรเซสที่เกี่ยวข้องกับไวรัสตัวนี้ ด้วยการเปิด Task Manager (กดปุ่ม Ctrl+Alt+Del หรือคลิกขวาบนทาสก์บาร์ (taskbar) เลือก Task Manager) คลิกแท็บ Processes สังเกตว่า มีรายการต่อไปนี้ปรากฎอยู่ หรือไม่?
* PC_Antispyware2010.exe
* Uninstall.exe
* jugifyryve.exe
หาก คุณพบว่า โพรเซสเหล่านี้กำลังทำงานอยู่ ให้คลิกเลือกทีละรายการแล้วคลิกปุ่ม End Process อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนนี้ยังไม่ได้เป็นการกำจัด หรือถอดถอนไวรัสตัวนี้ออกไปนะครับ เพียงแต่หยุดไม่ให้ทำงานชั่วคราวก่อนเท่านั้น เมื่อคุณรีสตาร์ทเครื่อง ไวรัสก็จะกลับมาทำงานอีกอยู่ดี
2. ขั้นตอนนี้จะเป็นการกำจัด PC Anti-Spyware 2010 ออกไปจากเครื่องคอมพิวเตอร์โดยสมบูรณ์ โดยคุณจะต้องเข้าไปลบมันออกจากรีจิสทรีที่เกี่ยวข้องกับไวรัส วิธีที่ตรวจสอบก็ง่ายมาก เริ่มต้นด้วยการสั่งรันโปรแกรม REGEDIT (กดปุ่ม Windows+R พิมพ์คำสั่ง regedit แล้วกดปุ่ม Enter) จากนั้นคลิกเข้าไปลบรายการข้างล่างนี้
HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Uninstall\PC_Antispyware2010
HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Run\ "PC Antispyware 2010"
HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\PC_Antispyware2010
HKEY_CURRENT_USER\Control Panel\don’t load\ "scui.cpl"
HKEY_CURRENT_USER\Control Panel\don’t load\ "wscui.cpl"
3. ขั้นตอนสุดท้ายคุณจะต้องลบไฟล์ทั้งหมด และไดเร็กทอรี่ที่เกี่ยวข้องกับ PC Anti-Spyware 2010 โดยเปิดหน้าต่าง Windows Explorer (กดปุ่ม Windows + E) แล้วคลิกเข้าไปลบไดเร็กทอรี่ต่อไปนี้
C:\Program Files\PC_Antispyware2010
C:\Program Files\PC_Antispyware2010data
อย่าง ไรก็ตาม มันอาจจะยังมีไฟล์ไวรัสตกค้างในโฟลเดอร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซ่อนอยู่ในระบบอีก แนะนำให้ตรวจสอบด้วยการพิมพ์ในช่องเสิร์ชว่า "PC_Antispyware2010" โดยเลือกให้ค้นในไดเร็กทอรี่ของระบบ (System directory) และโฟลเดอร์ที่ซ่อนไว้ (History folder) เพื่อลบมันออกไปให้สิ้นซาก
(*สังเกตว่า ไม่ว่าจะกดเพื่อแอคชั่นอะไรก็ตาม มันจะปีอปอัพหน้าต่างชวนให้คุณลงทะเบียนอยู่ตลอดเวลาจนน่ารำคาญ นิสัยแย่มากๆ)
กำจัดไวรัส Autorun
สำหรับผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกท่าน
ถ้าคุณเป็นผู้ หนึ่งที่ใช้งานคอมพิวเตอร์และใช้ Flash Drive หรือ USB hard disk ในการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างเครื่อง คุณทราบหรือไม่ว่าคุณกำลังเสี่ยงกับการติดไวรัสอย่างมาก โดยเฉพาะไวรัส AutoRun ซึ่งเป็นไวรัสที่ผมได้พบบ่อยมากๆ
Virus Autorun บน Flash Drive
อา การที่สังเกตุง่ายๆ เมื่อติดไวรัส AutoRun แล้ว นั่นคือ เราจะไม่สามารถเปิดไฟล์งานได้โดยตรง จะขึ้นคำว่า "Open with" และถ้าเราเข้าไปดูรายชื่อไฟล์ใน Flash Drive จะพบไฟล์ที่ชื่อว่า "Autorun.ini" ถ้าเครื่องคอมฯ ของคุณติดไวรัสนี้แล้ว แค่เพียงนำ Flash Drive ของคนอื่น มาเสียบก็จะทำให้ติดไวรัส AutoRun ได้ทันที
วิธีกำจัดไวรัส AutoRun
เพียง แค่ download และติดตั้งโปรแกรม CPE17 Autorun Killer ซึ่เป็นฟรีโปรแกรมที่สามารถหา download มาติดตั้งใน "Startup" และสั่งให้รันทุกครั้งที่เปิด Windows โปรแกรมจะตรวจสอบการเสียบ Flash Drive อัตโนมัติ และจะทำการลบไฟล์ Autorun รวมทั้งไฟล์ที่มีนามสกุล .EXE ใน root ของ Flash Drive
:: Download โปรแกรม CPE17 Autorun Killer ขนาดไฟล์ประมาณ 52 KB
ทิปเพิ่มเติม
•ห้ามทำการ copy โปรแกรมเก็บไว้ใน root directory ของ Flash Drive เพราะจะถูกลบอัตโนมัติ
•ก่อนการใช้งาน Flash Drive ทุกครั้ง ควรทำการรัน scan virus ก่อนทุกครั้ง
ถ้าคุณเป็นผู้ หนึ่งที่ใช้งานคอมพิวเตอร์และใช้ Flash Drive หรือ USB hard disk ในการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างเครื่อง คุณทราบหรือไม่ว่าคุณกำลังเสี่ยงกับการติดไวรัสอย่างมาก โดยเฉพาะไวรัส AutoRun ซึ่งเป็นไวรัสที่ผมได้พบบ่อยมากๆ
Virus Autorun บน Flash Drive
อา การที่สังเกตุง่ายๆ เมื่อติดไวรัส AutoRun แล้ว นั่นคือ เราจะไม่สามารถเปิดไฟล์งานได้โดยตรง จะขึ้นคำว่า "Open with" และถ้าเราเข้าไปดูรายชื่อไฟล์ใน Flash Drive จะพบไฟล์ที่ชื่อว่า "Autorun.ini" ถ้าเครื่องคอมฯ ของคุณติดไวรัสนี้แล้ว แค่เพียงนำ Flash Drive ของคนอื่น มาเสียบก็จะทำให้ติดไวรัส AutoRun ได้ทันที
วิธีกำจัดไวรัส AutoRun
เพียง แค่ download และติดตั้งโปรแกรม CPE17 Autorun Killer ซึ่เป็นฟรีโปรแกรมที่สามารถหา download มาติดตั้งใน "Startup" และสั่งให้รันทุกครั้งที่เปิด Windows โปรแกรมจะตรวจสอบการเสียบ Flash Drive อัตโนมัติ และจะทำการลบไฟล์ Autorun รวมทั้งไฟล์ที่มีนามสกุล .EXE ใน root ของ Flash Drive
:: Download โปรแกรม CPE17 Autorun Killer ขนาดไฟล์ประมาณ 52 KB
ทิปเพิ่มเติม
•ห้ามทำการ copy โปรแกรมเก็บไว้ใน root directory ของ Flash Drive เพราะจะถูกลบอัตโนมัติ
•ก่อนการใช้งาน Flash Drive ทุกครั้ง ควรทำการรัน scan virus ก่อนทุกครั้ง
เร่งสปีด-รีดไขมัน" IE8 กันดีกว่า
ส่วนตัวแล้วจะใช้บราวเซอร์ทั้ง IE และ Firefox ควบคู่กันไป เนื่องจากต่างก็มีจุดแข่ง และจุดอ่อนของการทำงานกันทั้งคู่ โดยคุณสมบัติหลักๆ ทีผู้ใช้ต้องการจากบราวเซอร์ก็คือ ความเร็ว สเถียรภาพของการทำงาน และความปลอดภัย ซึ่งประเด็นใหญ่มักจะได้รับคำถามจากคุณผู้อ่านอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ใช้ IE ที่ไม่ต้องการเปลี่ยนไปใช้บราวเซอร์ตัวอื่นนั่นก็คือ วิธีปรับแต่งการทำงานให้เร็วขึ้น วันนี้ก็เลยถือโอกาสนำวิธีเรื่องสปีด IE8 มาฝากกันครับ
ผู้ใช้ส่วนใหญ่รู้สึกว่า IE8 ยังโหลดหน้าเว็บได้ไม่เร็วไหลลื่นเป็นที่พอใจเท่าที่ควร ซึ่งความจริงแล้ว มันมีปัจจัยอยู่หลายประการทีเดียวที่ทำให้เป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน่วยความจำระบบที่เหลืออยู่ (โหลดโปรแกรมอื่่นๆ ค้างไว้มากมาย หรือเปิดหลายแท็บ แถมบางแท็บก็กำลังโหลด Video จาก YouTube อยู่ด้วย) พื้นทีว่างบนฮาร์ดดิสก์ หรือจำนวนของโพรเซส (processes) ที่ทำงานในแบคกราวด์ เป็นต้น ซึ่งหากต้องการทำให้ประสิทธิภาพของ IE8 ดีขึ้น นอกจากจะการเตรียมความพร้อมในเรื่องของระบบ และการใช้งานข้างต้นแล้ว เรายังต้องรีดไขมันส่วนเกิน (คุณสมบัติการทำงานที่คุณไม่ได้ใช้) ของ IE8 ออกไปด้วย เพื่อให้คุณได้ท่องเว็บด้วยบราวเซอร์ตัวโปรดได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ในขณะที่ยังคงปลอดภัยอยู่ด้วย ซึ่งมีคำแนะนำดังต่อไปนี้ 1. ตรวจสอบจำนวน Toolbars ทีคุณติดตั้งไว้ใน IE ถ้าจะให้ดีไม่ควรมีมากกว่า 1 ตัว ลดจำนวนปุ่มใช้งานต่างๆ บนทูลบาร์ให้เหลือน้อยทีสุด เอาเฉพาะที่จำเป็นสำหรบคุณเท่านั้น โดยคุณสามารถลดจำนวนปุ่มได้ด้วยการคลิกขวาบนทูลบาร์เลือกคำสั่ง Customize เลือกคำสั่ง Add or Remove Commands...
2. ยกเลิก (Disable) หรือถอดถอน (Remove) โปรแกรมเสริม (Add-ons) accelerations (หากคุณผู้อ่านไม่ได้ใช้คุณสมบัตินี้) และ Search Providers โดยคุณสามารถเข้าไปจัดการเรื่องนี้ได้ด้วยการเลือกเมนู Tools คลิก Manage Add-Ons
3. ปิดฟังก์ชัน Suggested Sites ใน Favorites Bar
4. ยกเลิกการปรับแต่งการทำงานอัตโนมัติ (Disable Automatic Configuration) พีซีบางเครื่องจะมีการตั้งค่าบางอย่างที่ทำให้การเปิดบราวเซอร์ช้าลง ในการยกเลิกออปชันเหล่านี้ให้คลิกเมนู Tools เลือกคำสั่ง Internet Options คลิกแท็บ Connections คลิกปุ่ม LAN Settings ยกเลิกเช็คบ๊อกซ์ทั้งหมดในกรอบ "Automatic Configuration"
5. ตั้งค่าตัวเลือกมัลติมีเดีย โดยเปิด Internet Options จากเมนู Tools คลิกแท็บ Advanced เลื่อนไปยังเซ็คชั่น Multimedia จากนั้นยกเลิกเช็คบ๊อกซ์หน้ารายการ Always use Clear Type for HTML, Play animations in webpages และ Play sounds in webpages
ผู้ ใช้ IE8 ที่ต้องการความเร็วในการใช้งาน ลองนำข้อปฏิบัติข้างต้นนี้ไปใช้ดูนะครับ เชื่อว่ามันน่าจะทำให้คุณใช้ IE8 ได้อย่างแฮปปี้กว่าเดิม ส่วนคุณผู้อ่านท่านใดที่มีประสบการณ์ในการปรับแต่งความเร็ว IE8 ก็สามารถเข้ามาแชร์ไอเดียเพิ่มเติมกันได้นะครับ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์กับผู้ใช้ท่านอื่นๆ มากขึ้นด้วย นายเกาเหลาขอขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกไอเดียที่สร้างสรรค์ครับ
ผู้ใช้ส่วนใหญ่รู้สึกว่า IE8 ยังโหลดหน้าเว็บได้ไม่เร็วไหลลื่นเป็นที่พอใจเท่าที่ควร ซึ่งความจริงแล้ว มันมีปัจจัยอยู่หลายประการทีเดียวที่ทำให้เป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน่วยความจำระบบที่เหลืออยู่ (โหลดโปรแกรมอื่่นๆ ค้างไว้มากมาย หรือเปิดหลายแท็บ แถมบางแท็บก็กำลังโหลด Video จาก YouTube อยู่ด้วย) พื้นทีว่างบนฮาร์ดดิสก์ หรือจำนวนของโพรเซส (processes) ที่ทำงานในแบคกราวด์ เป็นต้น ซึ่งหากต้องการทำให้ประสิทธิภาพของ IE8 ดีขึ้น นอกจากจะการเตรียมความพร้อมในเรื่องของระบบ และการใช้งานข้างต้นแล้ว เรายังต้องรีดไขมันส่วนเกิน (คุณสมบัติการทำงานที่คุณไม่ได้ใช้) ของ IE8 ออกไปด้วย เพื่อให้คุณได้ท่องเว็บด้วยบราวเซอร์ตัวโปรดได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ในขณะที่ยังคงปลอดภัยอยู่ด้วย ซึ่งมีคำแนะนำดังต่อไปนี้ 1. ตรวจสอบจำนวน Toolbars ทีคุณติดตั้งไว้ใน IE ถ้าจะให้ดีไม่ควรมีมากกว่า 1 ตัว ลดจำนวนปุ่มใช้งานต่างๆ บนทูลบาร์ให้เหลือน้อยทีสุด เอาเฉพาะที่จำเป็นสำหรบคุณเท่านั้น โดยคุณสามารถลดจำนวนปุ่มได้ด้วยการคลิกขวาบนทูลบาร์เลือกคำสั่ง Customize เลือกคำสั่ง Add or Remove Commands...
2. ยกเลิก (Disable) หรือถอดถอน (Remove) โปรแกรมเสริม (Add-ons) accelerations (หากคุณผู้อ่านไม่ได้ใช้คุณสมบัตินี้) และ Search Providers โดยคุณสามารถเข้าไปจัดการเรื่องนี้ได้ด้วยการเลือกเมนู Tools คลิก Manage Add-Ons
3. ปิดฟังก์ชัน Suggested Sites ใน Favorites Bar
4. ยกเลิกการปรับแต่งการทำงานอัตโนมัติ (Disable Automatic Configuration) พีซีบางเครื่องจะมีการตั้งค่าบางอย่างที่ทำให้การเปิดบราวเซอร์ช้าลง ในการยกเลิกออปชันเหล่านี้ให้คลิกเมนู Tools เลือกคำสั่ง Internet Options คลิกแท็บ Connections คลิกปุ่ม LAN Settings ยกเลิกเช็คบ๊อกซ์ทั้งหมดในกรอบ "Automatic Configuration"
5. ตั้งค่าตัวเลือกมัลติมีเดีย โดยเปิด Internet Options จากเมนู Tools คลิกแท็บ Advanced เลื่อนไปยังเซ็คชั่น Multimedia จากนั้นยกเลิกเช็คบ๊อกซ์หน้ารายการ Always use Clear Type for HTML, Play animations in webpages และ Play sounds in webpages
ผู้ ใช้ IE8 ที่ต้องการความเร็วในการใช้งาน ลองนำข้อปฏิบัติข้างต้นนี้ไปใช้ดูนะครับ เชื่อว่ามันน่าจะทำให้คุณใช้ IE8 ได้อย่างแฮปปี้กว่าเดิม ส่วนคุณผู้อ่านท่านใดที่มีประสบการณ์ในการปรับแต่งความเร็ว IE8 ก็สามารถเข้ามาแชร์ไอเดียเพิ่มเติมกันได้นะครับ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์กับผู้ใช้ท่านอื่นๆ มากขึ้นด้วย นายเกาเหลาขอขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุกไอเดียที่สร้างสรรค์ครับ
หลักการแก้ไขปัญหาคอมพิวเตอร์
1.พยายามหาสาเหตุว่าเป็นเพราะส่วนประกอบใดของคอมพิวเตอร์โดยสังเกตุอาการที่ เกิดขึ้นทุกครั้งที่คอมพิวเตอร์เกิดอาการผิดปกติหรือทำงานผิดพลาด คอมพิวเตอร์ จะแสดงข้อความที่จะบอกเราถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น Drive A is not Access, Can not Fine this file,invalid Drive ข้อความเหล่านี้จะบอกถึงสถานะที่เกิดขึ้นขณะนั้น
2.เมื่อมีสมมุติฐานในเบื้องต้นแล้ว สิ่งสำคัญที่จะต้องทำต่อมาก็คือ เราต้องพยายามพิสูจน์สมมุติฐานของเรา หรือพูดง่ายๆก็คือ ลองแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นดูก่อนโดยสังเกตูจากข้อความที่แจ้งหรืออาการที่เกิด ขึ้นนั้น โดยในการลองผิดลองถูกนั้นเราจะต้องพยายามจด จำไว้เสมอว่าเราได้ทำอะไรไปบ้าง
3.เมื่อเรารู้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าอาการเสียดังกล่าวเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร เราจะต้องพยายามศึกษษการทำงานเบื้องต้นของอุปกรณ์เหล่านั้นเสียก่อน เช่น ถ้าเกิดขึ้นจากฮาร์ดดิสก์ เราก็ควรจะรู้จักกับฮาร์ดดิสก์บ้างเล็กน้อย เป็นต้นว่า อะไรคือ Partition ทำไมต้องทำการแบ่งพาร์ติชัน มีความสำคัญอย่างไร
4.ลงมือจัดการกับอาการเสียเหล่านั้นได้เลย โดยจะต้องพยายามจดจำสิ่งที่เราทำลงไปได้เสมอว่าทำอะไรลงไปบ้าง สำหรับการซ่อมอาการเสียในเบื้องต้น ที่พบบ่อยๆ อาจแก้ไขเองได้ แต่ในอาการที่หนัก อาจส่งให้กับช่างผู้เชี่ยวชาญ
5.หลังจากที่เราซ่อมในส่วนที่เราคิดว่าเสียหายจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายที่เราจำเป็นที่จะต้องทำ นั่นก็คือ การตรวจสอบการทำงานหลังการซ่อมเสร็จอแล้วนั่นเอง ถ้าหากว่าเราซ่อมได้ผล อาการเสียที่ว่าคงจะดีขึ้น
2.เมื่อมีสมมุติฐานในเบื้องต้นแล้ว สิ่งสำคัญที่จะต้องทำต่อมาก็คือ เราต้องพยายามพิสูจน์สมมุติฐานของเรา หรือพูดง่ายๆก็คือ ลองแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นดูก่อนโดยสังเกตูจากข้อความที่แจ้งหรืออาการที่เกิด ขึ้นนั้น โดยในการลองผิดลองถูกนั้นเราจะต้องพยายามจด จำไว้เสมอว่าเราได้ทำอะไรไปบ้าง
3.เมื่อเรารู้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าอาการเสียดังกล่าวเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร เราจะต้องพยายามศึกษษการทำงานเบื้องต้นของอุปกรณ์เหล่านั้นเสียก่อน เช่น ถ้าเกิดขึ้นจากฮาร์ดดิสก์ เราก็ควรจะรู้จักกับฮาร์ดดิสก์บ้างเล็กน้อย เป็นต้นว่า อะไรคือ Partition ทำไมต้องทำการแบ่งพาร์ติชัน มีความสำคัญอย่างไร
4.ลงมือจัดการกับอาการเสียเหล่านั้นได้เลย โดยจะต้องพยายามจดจำสิ่งที่เราทำลงไปได้เสมอว่าทำอะไรลงไปบ้าง สำหรับการซ่อมอาการเสียในเบื้องต้น ที่พบบ่อยๆ อาจแก้ไขเองได้ แต่ในอาการที่หนัก อาจส่งให้กับช่างผู้เชี่ยวชาญ
5.หลังจากที่เราซ่อมในส่วนที่เราคิดว่าเสียหายจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายที่เราจำเป็นที่จะต้องทำ นั่นก็คือ การตรวจสอบการทำงานหลังการซ่อมเสร็จอแล้วนั่นเอง ถ้าหากว่าเราซ่อมได้ผล อาการเสียที่ว่าคงจะดีขึ้น
เทคนิคง่ายๆ ยืดอายุแบต คุณก็ทำได้
ถ้ามองกันจริงๆแล้ว โน้ตบุ๊กนั้นถูกสร้างมาเพื่อช่วยให้พวกเราสะดวกสบายมากขึ้น ในเรื่องของการพกพาที่เอาติดตัวไปได้ทุกที่ ซึ่งเป็นจุดเด่นของโน้ตบุ๊ก และเป็นความแตกต่าง ที่ชัดเจนที่สุด ระหว่างโน้ต บุ๊ก และพี ซีตั้งโต๊ะ (Desktop pc) ด้วยความสามารถในเรื่องของการ ทำงานนอกสถานที่ โดยไม่จำเป็นต้องเสียบปลั๊ก ทำให้โน้ตบุ๊กต้องมีแหล่งพลังงานในตัวเอง ซึ่งมีการพัฒนาไปค่อนข้างมาก ทั้งแบตเตอรี่ แบบพิเศษ รวมถึงใช้พวกของเหลว แต่ทว่าเป็นเีพียงการทำต้นแบบออกมาเท่านั้น ในปัจจุบันโน้ตบุ๊กส่วนใหญ่ ยังคงใช้แบตเตอรี่แบบลิเทียม ไอออนเท่านั้น ซึ่งก็มีข้อจำกัดในเรื่องของระยะเวลาการใช้งาน ต่อการชาร์จแบตเตอรี่ 1 ครั้ง รวมถึงอายุ ของตัวแบตเตอรี่เอง ที่มีการเสื่อมลงเรื่อยๆ ทุกวัน โดยเฉลี่ยแล้วการชาร์จแบ ตเตอรี่จนเต็ม 1 ครั้ง จะสามารถใช้งานได้นานราวๆ 2 - 3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่ และจำนวนเซลล์ด้วย
ดูระยะเวลาแล้ว ผมคิดว่าไม่น่าจะเพียงพอสำหรับใครหลายๆ คนที่จำเป็น ต้องใช้โน้ตบุ๊กนานๆ นอกสถานที่ซะด้วยสิ... ก่อนจะไปถึง เรื่องเทคนิคต่างๆ ตอนนี้มา ทำความรู้จักกันก่อนว่า แบตเตอรี่โน้ตบุ้คนั้นมีกี่ประเภท
1. แบตเตอรี่ นิกเกิล แคดเมียม (Ni-Cd)
2. แบตเตอรี่ นิกเกิล เมทัล ไฮไดร์ (NiMH)
3. แบตเตอรี่ ลิเธียม ไอออน ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันมากที่สุด...
4. แบตเตอรี่ ลิเธียม พอลิเมอร์ เป็นแบตเตอรี่ที่กำลังมาแรง โดยจะมาแทนที่ลิเธียม ไอออน เนื่องจากสามารถให้พลังงานได้ มากกว่า มีโน้ตบุ้คบางรุ่น นำมาใช้แล้ว อย่างเช่น Lenovo Thinkpad X300
พอเรารู้ข้อมูลเกี่ยวกับแบตเตอรี่กันไปแล้ว ทีนี้ก็มาถึง Tip ดีๆ ที่จะมาช่วยในเรื่องของ การประหยัดพลังงาน แบตเตอรี่ มีประมาณ 12 เทคนิคด้วยกัน มาดูกันทีละอันไปเลย
1. ควรจะปรับความสว่างของหน้าจอไม่ให้สว่างมากเกินไป เพื่อลดการใช้พลังงาน เพราะว่า จอแอลซีดีของโน้ตบุ๊ก จะใช้ไฟแบลคไลท์ ให้ความสว่างแก่ผลึกเหลวคริสตัลที่อยู่ในจอแอลซีดี และไฟแบคไลท์นี้เอง ที่กินพลังงาน เป็นจำนวนมากในอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้
2. ปกติถ้าเราไม่ได้ใช้งานพวกระบบ การเชื่อมต่อไร้สายต่างๆ เช่น Bluetooth , Wi-Fi ควรจะปิด (Disable) เอาไว้ เพราะอุปกรณ์พวกนี้ กินไฟใช่ย่อยเลย โดยเฉพาะ Wi-Fi นั้นกินมากเป็นพิเศษ
3. ถ้าไม่ได้อยู่หน้าเครื่องเป็นระยะเวลานาน แนะนำให้เข้าสู่โหมด standby หรือ hibernate ไว้ เพราะอุปกรณ์หลักๆ ของเครื่องจะหยุดทำงานทั้งหมด ประหยัดแบ ตไปได้อีกเยอะ หรือถ้าขี้เกียจมานั่งเข้าโหมด Standby ทุกครั้ง ก็ไปตั้งเวลาในส่วนของ Power Options แทนก็ได้ครับ ส่วนใครไม่อยากตั้ง ก็สามารถเข้าสู่โหมด Standby เองได้เลย
4. เปิดใช้ screen saver ้แทนการ standby หรือ hibernate แต่แนะนำว่าไม่ควรจะใช้เป็นพวกรูปภาพต่างๆ ควรใช้ เป็น blank screen เพราะจะประหยัดพลังงานมากกว่า หรือไม่ใช้เลยจะดีที่สุด
5. ควร copy ไฟล์จากแผ่น cd dvd ต่างๆไว้บน HDD ไม่เปิดจากแผ่นโดยตรง และไม่ใส่แผ่นทิ้งไว้ในเครื่อง สาเหต ุเพราะว่าทุกๆ ครั้งที่ เราสั่งให้เครื่องอ่านข้อมูลจากแผ่น มอเตอร์ของไดรฟ์ CD หรือ DVD จะทำงาน ซึ่งต้องใช้กำลังไฟ
6. ควรทำการ defragment ฮาร์ดดิสก์ เพื่อจัดเรียงไฟล์อย่างมีระบบ ลดภาระการทำงานของหัวอ่านฮาร์ดดิสก์ ที่ไม่ต้องวิ่งไปมาหลายตำแหน่ง นอกจากจะช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้ ยังช่วยให้เราเปิดไฟล์ต่างๆ ได้รวดเร็วกว่าเดิมอีกด้วย
7. ปิดการทำงานของโปรแกรมบางตัวที่มันจะรันเมื่อเราเข้าสู่วินโดวส์ ถ้ายังไม่ชัดเจนก็ลองนึกถึง MSN Messenger ที่โหลดเปิดหน้าจอเองทุกครั้ง หรือไม่ก็เป็นตัว Control ปรับแต่งชิปกราฟิกของ ATI ที่มักจะโหลดเข้าสู่ หน่วยความจำทุกครั้ง รวมถึงโปรแกรมบางตัวด้วย
8. เมื่อไม่ได้ใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อ usb ต่างๆ ควรถอดออก อย่างเช่น mouse ถ้าเป็นไปได้อาจจะใช้ touch pad แทน
9. ไม่ควรเปิดเสียงลำโพง speaker ดังมาก เพราะว่าจะทำให้เปลืองแบตเตอรี่
10. ไม่ควรเปิดใช้งานหลายๆโปรแกรมในเวลาเดียวกัน เนื่องจากทำให้ memory และ cpu ทำงานหนัก
11. ดูแลรักษาแบตเตอรี่ ครั้งแรกที่ซื้อโดยควรชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม และไม่ค่อยปล่อยให้แบตเตอรี่หมด หรือว่าเหลือ 0% แล้วค่อยชาร์จ จะทำให้แบตเสื่อม ทางที่ดีเห็นว่าเหลือน้อยแล้ว ก็รีบชาร์จจะดีกว่า
12. บางคนอาจจะเจอปัญหาว่า ทำไมใช้โน้ตบุ้คอยู่ดีๆ ก็ดับไป ทั้งๆ ที่ก่อนเครื่องจะดับ เราก็เห็นว่ายังมีแบตอยู่ มากกว่าครึ่ง ปัญหานี้เกิดจาก ประจุค้างอยู่ในแบตเตอรี่ แก้ปัญหาโดยเมื่อเราชาร์จไปทุกๆ 30 ครั้ง ควรจะใช้ให้หมด แล้วชาร์จใหม่ทีเดียว เป็นการเคลียร์ cell battery (ปัญหานี้จะเจอได้ใน แบตเตอรี่พวก ลิเธียมไอออน ที่เราใช้ อยู่ในปัจจุบัน)
รหัส Blue Screen ( จอฟ้า ) สำหรับคนซ่อมคอมบ่อยๆ
คำว่า Blue Screen คนเล่นคอม จะรู้จักดี และเป็นสิ่งที่ทุกคนกลัว ไม่อยากให้เกิดกับคอมพิวเตอร์ของ ตัวเอง เพราะถ้าเกิดนั้นเป็นสัญญาณ บอกเหตุว่า คอมพิวเตอร์ของ เราเริ่มจะมีปัญหาซะแล้ว
แต่่ที่น่าเจ็บใจคือมันบอกเป็นเลขรหัสที่เราไม่รู้ว่า มันคืออะไร และจะมีทางแก้ไขอย่างไร ที่จริงแล้วรหัสที่แจ้งของ Blue Screen มีเกินร้อยตัว แต่จะมาแนะนำเฉพาะที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ
(stop code 0X000000BE)Attempted Write To Readonly Memory
สาเหตุและแนวทางแก้ไข
อาการนี้เกิดจากการลง driver หรือ โปรแกรม หรือ service ที่ผิดพลาด เช่น ไฟล์บางไฟล์เสีย ไดร์เวอร์คนละรุ่นกัน
ทางแก้ไข ให้ uninstall โปรแกรมตัวที่ลงก่อนที่จะเกิดปัญหานี้ ถ้าเป็นไดร์เวอร์ก็ให้ทำการ roll back ไดร์เวอร์ตัวเก่ามาใช้ หรือ หาไดร์เวอร์ที่ล่าสุดมาลง (กรณีที่มีใหม่กว่า) ถ้าเป็นพวก service ต่างๆที่เราเปิดก่อนเกิดปัญหาก็ให้ทำการปิด หรือ disable ซะ
(stop code 0X000000C2) Bad Pool Caller
สาเหตุและแนวทางแก้ไข
ตัวนี้จะคล้ายกับตัวข้างบน แต่เน้นที่พวก hardware คือเกิดจากอัฟเกรดเครื่องพวก Hardware ต่าง เช่น ram ,harddisk การ์ดต่างๆ ไม่ compatible กับ XP ทางแก้ไข
ก็ให้เอาอุปกรณ์ที่อัฟเกรดออก ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ให้ลงไดร์เวอร์ หรือ อัฟเดท firmware ของอุปกรณ์นั้นใหม่ และคำเตือนสำหรับการจะอัฟเดท ให้ปิด anti-virus ด้วยนะคะเดียวมันจะยุ่งเพราะพวกโปรแกรม anti-virus มันจะมองว่าเป็นไวรัส
(stop code 0X0000002E) Data Bus Error
สาเหตุและแนวทางแก้ไข
อาการนี้เกิดจากการส่งข้อมูลที่เรียกว่า BUS ของฮาร์ดแวร์เสียหาย ซึ่งได้แก่ ระบบแรม ,Cache L2 ของซีพียู , เมมโมรี่ของการ์ดจอ, ฮาร์ดดิสก์ทำงานหนักถึงขั้น error (ร้อนเกินไป) และเมนบอร์ดเสีย
(stop code 0X000000D1)Driver IRQL Not Less Or Equal
สาเหตุและแนวทางแก้ไข
อาการไดร์เวอร์กับ IRQ(Interrupt Request ) ไม่ตรงกัน การแก้ไขก็เหมือนกับ error ข้อที่ 1
(stop code 0X0000009F)Driver Power State Failure
สาเหตุและแนวทางแก้ไข
อาการนี้เกิดจาก ระบบการจัดการด้านพลังงานกับไดรเวอร์ หรือ service ขัดแย้งกัน เมื่อคุณให้คอมทำงานแบบ"Hibernate" แนวทางแก้ไข ถ้าวินโดว์แจ้ง error ไดร์เวอร์หรือ service ตัวไหนก็ให้ uninstall ตัวนั้น หรือจะใช้วิธี Rollback driver หรือ ปิดระบบจัดการพลังงานของวินโดว์ซะ
(stop code 0X000000CE) Driver Unloaded Without Cancelling Pending Operations
สาเหตุและแนวทางแก้ไข
อาการไดร์เวอร์ปิดตัวเองทั้งๆ ทีวินโดว์ยังไม่ได้สั่ง การแก้ไขให้ทำเหมือนข้อ 1
(stop code 0X000000F2)Hardware Interrupt Storm
สาเหตุและแนวทางแก้ไข
อาการที่เกิดจากอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เช่น USB หรือ SCSI controller จัดตำแหน่งกับ IRQ ผิดพลาด สาเหตุจากไดร์เวอร์หรือ Firmware การแก้ไขเหมือนกับข้อ 1
(stop code 0X0000007B)Inaccessible Boot Device
สาเหตุและแนวทางแก้ไข
อาการนี้จะมักเจอตอนบูตวินโดว์จะมีข้อความบอกว่าไม่สามารถอ่านข้อมูล ของไฟล์ระบบหรื อ Boot partitions ได้ ให้ตรวจฮาร์ดดิสก์ว่าปกติหรือไม่ สายแพหรือสายไฟที่เข้าฮาร์ดดิสก์หลุดหรือไม่ ถ้าปกติดีก็ให้ตรวจไฟล์ Boot.ini อาจจะเสีย หรือไม่ก็มีการทำงานแบบ Multi OS ให้ตรวจดูว่าที่ไฟล์นี้อาจเขียน Config ของ OS ขัดแย้งกัน
อีกกรณีหนึ่ง ที่เกิด error นี้ คือเกิดขณะ upgrade วินโดว์ สาเหตุจากมีอุปกรณ์บางตัวไม่ Compatible ให้ลองเอาอุปกรณ์ ที่ไม่จำเป็นหรือคิดว่ามีปัญหาออก เมื่อทำการ upgrade วินโดว์เรียบร้อย ค่อยเอาอุปกรณ์ที่มีปัญหาใส่กลับแล้วติดตั้งด้วยไดร์ เวอร์รุ่นล่าสุด
(stop code 0X0000007A) Kernel Data Inpage Error
สาเหตุและแนวทางแก้ไข
อาการนี้เกิดมีปัญหากับระบบ virtual memory คือวินโดว์ไม่สามารถอ่านหรือเขียนข้อมูลที่ swapfile ได้ สาเหตุอาจเกิดจาก ฮาร์ดดิสก์เกิด bad sector, เครื่องติดไวรัส, ระบบ SCSI ผิดพลาด, RAM เสีย หรือ เมนบอร์ดเสีย
(stop code 0X00000077)Kernel Stack Inpage Error
สาเหตุและแนวทางแก้ไข
อาการ และสาเหตุเดียวกับข้อ 9
(stop code 0X0000001E)Kmode Exception Not Handled
สาเหตุและแนวทางแก้ไข
อาการนี้เกิดการทำงานที่ผิดพลาดของไดร์เวอร์ หรือ service กับ หน่วยความจำ และ IRQ ถ้ามีรายชื่อของไฟล์หรือ service แสดงออกมากับ error นี้ให้ทำการ uninstall โปรแกรมหรือทำการ Roll back ไดร์เวอร์ตัวนั้น
ถ้ามีการแจ้งว่า error ที่ไฟล์ win32k สาเหตุเกิดจาก การ control software ของบริษัทอื่นๆ (Third-party) ที่ไม่ใช้ของวินโดว์ ซึ่งมักจะเกิดกับพวก Networking และ Wireless เป็นส่วนใหญ่
Error นี้อาจจะเกิดสาเหตุอีกอย่าง นั้นคือการ run โปรแกรมต่างๆ แต่หน่วยความจำไม่เพียงพอ
(stop code 0X00000079)Mismatched Hal
สาเหตุและแนวทางแก้ไข
อาการนี้เกิดการทำงานผิดพลาดของ Hardware Abstraction Layer (HAL) มาทำความเข้าใจกับเจ้า HAL ก่อน HAL มีหน้าที่เป็นตัวจัดระบบติดต่อระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟท์แวร์ว่าแอพพลิเคชั่น ตัวไหนวิ่งกับอุปกรณ์ตัวไหนให ้ถูกต้อง ยกตัวอย่าง คุณมีซอฟท์แวร์ที่ออกแบบไว้ใช้กับ Dual CPU มาใช้กับเมนบอร์ดที่เป็น Single CPU วินโดว์ก็จะไม่ทำงาน วิธีแก้คือ reinstall วินโดว์ใหม่
สาเหตุอีกประการการคือไฟล์ที่ชื่อ NToskrnl.exe หรือ Hal.dll หมดอายุหรือถูกแก้ไข ให้เอา Backup ไฟล์ หรือเอา original ไฟล์ที่คิดว่าไม่เสียหรือเวอร์ชั่นล่าสุดก๊อปปี้ทับไฟล์ที่เสีย
(stop code 0X0000003F)No More System PTEs
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้เกิดจากระบบ Page Table Entries (PTEs) ทำงานโดย Virtual Memory Manager (VMM) ผิดพลาด ทำให้วินโดว์ทำงานโดยไม่มี PTEs ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับวินโดว์ อาการนี้มักจะเกิดกับการที่คุณทำงานแบบ multi monitors
ถ้าคุณเกิดปัญหานี้บ่อยครั้ง คุณสามารถปรับแต่ง PTEs ได้ใหม่ ดังนี้
1. ให้เปิด Registry ขึ้นมาแก้ไข โดยไปที่ Start > Run แล้วพิมพ์คำสั่ง Regedit
2. ไปตามคีย์นี้ HKEY_LOCAL_MACHINESYSTEMCurrentControlSetControlSe ssion ManagerMemory Management
3. ให้ดูที่หน้าต่างขวามือ ดับคลิกที่ PagedPoolSize ให้ใส่ค่าเป็น 0 ที่ Value data และคลิก OK
4. ดับเบิลคลิกที่ SystemPages ถ้าคุณใช้ระบบจอแบบ Multi Monitor ให้ใส่ค่า 36000 ที่ Value data หรือใส่ค่า 40000 ถ้าเครื่องคุณมี RAM 128 MB และค่า 110000 ในกรณีที่เครื่องมี RAM เกินกว่า 128 MB แล้วคลิก OK รีสตาร์ทเครื่อง
(stop code 0X00000024) NTFS File System
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้สาเหตุเกิดจากการรายงานผิดพลาดของ Ntfs.sys คือไดร์เวอร์ของ NTFS อ่านและเขียนข้อมูลผิดพลาด สาเหตุนี้รวมถึง การทำงานผิดพลาดของ controller ของ IDE หรือ SCSI เนื่องจากการทำงานของโปรแกรมสแกนไวรัส หรือ พื้นที่ของฮาร์ดดิสก์เสีย คุณๆ สามารถทราบรายละเอียดของerror นี้ได้โดยให้เปิดดูที่ Event Viewer วิธีเปิดก็ให้ไปที่ start > run แล้วพิมพ์คำสั่ง eventvwr.msc เพื่อเปิดดู Log file ของการ error โดยให้ดูการ error ของ SCSI หรือ FASTFAT ในหมวด System หรือ Autochk ในหมวด Application
(stop code 0X00000050)Page Fault In Nonpaged Area
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้สาเหตุการจากการผิดพลาด ของการเขียนข้อมูลในแรม การแก้ไขก็ให้ทำความสะอาดขาแรม หรือลองสลับแรมดูหรือไ ม่ก็หาโปรแกรมที่ test แรมมาตรวจว่าแรมเสีย หรือไม่
(stop code 0Xc0000221)Status Image Checksum Mismatch
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้สาเหตุมาจาก swapfile เสียหายรวมถึงไดร์เวอร์ด้วย การแก้ไขก็เหมือนข้อ 15
(stop code 0X000000EA)Thread Stuck In Device Driver
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการของ error นี้คือการทำงานของเครื่องจะทำงานในแบบวนซ้ำๆ กันไม่สิ้นสุด เช่นจะรีสตาร์ทตลอด หรือแจ้งerror อะไรก็ได้ขึ้นมาไม่หยุด ปัญหานี้ สาเหตุอาจจะเกิดจาก Bug ของโปรแกรมหรือสาเหตุอื่นๆ เป็นร้อย การแก้ไขให้พยายามทำตามนี้
1.ให้ดูที่ Power supply ของคุณว่าจ่ายกำลังไฟเพียงพอกับความต้องการของคอมคุณ หรือไม่ ให้ดูว่าในเครื่องคุณมีอุปกรณ์มากไป ไม่เหมาะกับ Power supply ของคุณ ก็ให้เปลี่ยนตัวใหม่ให้กำลังมากขึ้น
2. ให้คุณดูที่การ์ดจอว่าได้ใช้ไดร์เวอร์ตัวล่าสุด ถ้าแน่ใจว่าใช้ตัวล่าสุดแล้วยังมีอาการ ก็ให้ทำการ Rollback ไดร์เวอร์ตัวก่อน ที่จะเกิดปัญหา
3. ตรวจดูการ์ดจอ และเมนบอร์ดว่าเสียหรือไม่เช่น มีรอยไหม้, ลายวงจรขาด มีชิ้นส่วนบางชิ้นหลุดจากตำแหน่งเดิม เป็นต้น
4. ดูที่ Bios ว่าส่วนของ VGA slot เลือกโหมด 4x,8x ถูกตามสเปคของการ์ดหรือไม่
5. เช็คดูที่ผู้ผลิดเมนบอร์ดว่ามีไดร์เวอร์ตัวใหม่ หรือไม่ ถ้ามีให้โหลดลงใหม่ซะ
6. ถ้าคุณมีการ์ดแลนหรือเมนบอร์ดของคุณมี on board อยู่ให้ disable ฟังก์ชั่น "PXE Resume/Remote Wake Up" โดยไปปิดที่ BIOS
(stop code 0X0000007F) unexpected Kernel Mode Trap
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการนี้ส่วนใหญ่จะเป็นกับนัก Overclock เป็นอาการ RAM ส่งข้อมูลให้ CPU ไม่สัมพันธ์กันคือ CPU วิ่งเร็วเกินไป หรือร้อนเกินไปสาเหตุเกิดจากการ Overclock วิธีแก้ก็คือลด clock ลงมาให้เป็นปกติ หรือ หาทางระบายความร้อนจาก CPU ให้มากที่สุด
(stop code 0X000000ED)Unmountable Boot Volume
สาเหตุและแนวทางแก้ไข:
อาการที่วินโดว์หาฮาร์ดดิสก์ไม่เจอ (ไม่ใช่ตัวบูตระบบ) ในกรณีที่คุณมีฮาร์ดดิสก์หลายตัว หนึงในนั้น คุณอาจใช้สายแพ ของฮาร์ดดิสก์ผิด เช่น ฮาร์ดดิสก์เป็นแบบ 33MB/secound ซึ่งต้องใช้สายแพ 40 pin แต่คุณเอาแบบ 80 pin ไปต่อแทน
วิธีการปรับแต่ง Windows XP ให้ทำงานได้เร็วขึ้น แบบไม่ต้องลงทุน
หลังจากที่ได้แนะนำ วิธีการปรับแต่ง Windows 98 กันไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงคิวของการปรับแต่ง Windows XP กันบ้าง ความจริงแล้ว ระบบปฏิบัติการ Windows XP นั้น มีการจัดการกับส่วนต่าง ๆ ที่ค่อนข้างจะดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็น จะต้องไปปรับแต่ง อะไรเพิ่มเติมกันอีก แต่ถ้าหาก ใครอยากจะเสริมโน่นนิด นี่หน่อย ก็ลองมาดูขั้นตอน การปรับแต่ง Windows XP กันได้เลยครับ
* ทำการลง Driver ของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีมาให้สำหรับ Windows XP โดยเฉพาะ
สำหรับท่านที่ใช้งาน Windows XP นั้น ความจริงหลังจากที่ลง Windows ใหม่ ๆ แล้ว อุปกรณ์บางตัว อาจจะสามารถ ทำงานได้เลย โดยไม่ต้องมานั่งลง Driver ให้ยุ่งยาก แต่เพื่อให้อุปกรณ์ต่าง ๆ นั้น สามารถทำงานได้ อย่างเต็มประสิทธิภาพ มากขึ้น ขอแนะนำให้ทำการลง Driver ของอุปกรณ์แต่ละตัวไปอีกครั้งด้วย จะช่วยลดปัญหาต่าง ๆ ในการใช้งานได้มาก
* การปรับแต่ง Performance ของระบบให้ทำงานได้เร็วขึ้น
เป็นการตั้งค่า Virtual Memory ของระบบที่เหมาะสม โดยเริ่มจากการคลิกเมาส์ขวาที่ My Computer บนหน้า Desktop เลือก Properties และเลือก Advanced ในช่อง Performance กดที่ปุ่ม Settings >> Advanced และด้านล่างเลือกกดที่ปุ่ม Change จะได้ตามภาพ

# ทำการเปลี่ยนค่าของ Virtual ให้เป็นแบบ Custom size และกำหนดไว้ที่ 512-512 ตามภาพแล้วกด OK จากนั้นเครื่องจะทำการ Restart ใหม่ครั้งหนึ่งก่อนครับ
# การปรับแต่ง Startup and Recovery ของระบบวินโดวส์
เป็นการกำหนดขั้นตอน เมื่อระบบวินโดวส์เริ่มต้นทำงาน และการกำหนดการกระทำ เมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นให้เหมาะสม โดยทำการคลิกเมาส์ขวาที่ My Computer บนหน้า Desktop เลือก Properties และเลือก Advanced ในช่อง Startup and Recovery กดที่ปุ่ม Settings จะได้ตามภาพ

# ทำการยกเลิกการเครื่องหมายถูกใต้ช่อง System failure ออกให้หมด (สำหรับเครื่องหมายถูกด้านบนใต้ช่อง system startup ให้ปล่อยไว้ตามเดิม เนื่องจากเป็นการกำหนดการเลือกบูต Windows แบบหลายระบบ หรือถ้าหากเครื่องนั้น ลงระบบ Windows ไว้แค่ตัวเดียว ไม่ได้ใช้ลูกเล่นนี้ก็เอาออกไปได้เช่นกันครับ) จากนั้นก็กด OK ครับ
# การปรับแต่งระบบรายงานข้อผิดพลาดหรือ Error Reporting
เป็นการกำหนดวิธีการรายงานข้อผิดพลาด ซึ่งไม่ค่อยได้ใช้งานอะไร ก็จัดการยกเลิกการทำงานส่วนนี้ซะเลย โดยทำการ คลิกเมาส์ขวาที่ My Computer บนหน้า Desktop เลือก Properties และเลือก Advanced ที่ด้านล่าง ให้กดที่ปุ่ม Error Reporting จะได้ตามภาพ

* ทำการเลือกที่ช่อง Disable error reporting ตามภาพแล้วกด OK ครับ
* ปิดการทำงานของ System Restore เพื่อไม่ให้เปลืองพื้นที่ของฮาร์ดดิสก์
เป็นการปิดการทำงานของระบบ System Restore หรือระบบย้อนเวลากลับของ Windows เช่น ถ้าหากเรามีการติดตั้ง ซอฟต์แวร์ลงไปในเครื่อง แล้วเกิดเปลี่ยนใจหรือว่าซอฟต์แวร์ตัวนั้น ไปสร้างปัญหาให้กับระบบ เราก็สามารถย้อยเวลากลับไป ณวันที่หรือเวลาที่เราต้องการได้ แต่เนื่องจากการที่จะสามารถ ย้อนเวลากลับไปได้นั้น Windows จะต้องใช้พื้นที่บน ฮาร์ดดิสก์ ส่วนหนึ่ง ในการเก็บข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ด้วย ตรงนี้แหละครับที่เรียกว่า System Restore ซึ่งถ้าหาก ไม่ต้องการ ใช้งานระบบในส่วนนี้ ก็จัดการปิดการทำงานไปซะดีกว่าครับ โดยทำการ คลิกเมาส์ขวาที่ My Computer บนหน้า Desktop เลือก Properties และเลือก System Restore ตามภาพ

ติ๊กเครื่องหมายถูกที่ช่อง Turn off System Restore on all drive แล้วกด OK ครับ
* การตั้งให้ปิดระบบการทำงานของ Auto Update ไปเลยดีกว่า
เป็นการตั้งให้ระบบการอัพเดตไฟล์หรือ Patch ต่าง ๆ ผ่านทางเว็บไซต์ของ microsoft แบบอัตโนมัติไม่ทำงาน เนื่องจาก ถ้าหากมีการตั้ง Auto Update นี้ไว้ จะทำให้เมื่อเล่นอินเตอร์เน็ตแล้ว จะมีการเช็คหรือตรวจสอบอยู่บ่อย ๆ รวมถึงในบางครั้ง อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ Windows ต่อเน็ตเองด้วย ซึ่งหากเราต้องการที่จะทำการอัพเดตจริง ๆ ก็สามารถสั่งเองได้เช่นกัน โดยทำการ คลิกเมาส์ขวาที่ My Computer บนหน้า Desktop เลือก Properties และเลือก Automatic Updates ตามภาพ

เอาเครื่องหมายถูกหน้าช่อง Keep my computer up to date... ออกไปและกด OK ครับ
* การปิดการทำงานของระบบ Remote Desktop
เป็นการปิดการทำงานของการใช้งาน Remote Desktop หรือการทำ Remote จากเครืองคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ไปยังอีกเครื่องหนึ่ง โดยปกติเราจะไม่ได้มีการใช้งานส่วนนี้อยู่แล้ว ปิดไปเลยดีกว่าครับ โดยทำการ คลิกเมาส์ขวาที่ My Computer บนหน้า Desktop เลือก Properties และเลือก Remote ตามภาพ

เอาเครื่องหมายถูกออกไปให้หมดเหมือนภาพด้านบน และกดที่ปุ่ม OK ครับ
* การปรับแต่งระบบ Registry ของระบบวินโดวส์ให้ทำงานได้ดีขึ้น
สำหรับส่วนนี้ ก็จะเป็นการปรับแต่งระบบ Registry ของ Windows โดยในที่นี้ จะไม่ขออธิบายรายละเอียดมากนัก เอาเป็นว่า อยากจะลองปรับแต่งตรงไหน ก็กดเลือกที่ Registry สำเร็จรูปที่ได้เตรียมไว้แล้ว ให้ทำไปทีละอันตามต้องการจนครบได้เลย โดยวิธีการ ก็เพียงแค่เลือกที่ลิงค์ด้านล่างนี้ เลือกที่ Open และกดที่ Yes ครับ
1. การปรับ แต่งวินโดวส์ให้บูตเร็วขึ้น โดยการปรับค่า Memory Management
2. การ ปรับแต่งวินโดวส์ให้เล่นเน็ตเร็วขึ้น โดยการปรับแต่งค่า MAXConectionsPerServer
3. การ ปรับแต่งวินโดวส์ให้ชัตดาวน์ได้เร็วขึ้น โดยการปรับค่าต่าง ๆ ของระบบ
สำหรับขั้นตอนต่าง ๆ เท่าที่พอจะทำการปรับแต่งได้ โดยที่ไม่มีผลกระทบกับระบบ Windows XP มากนักก็มีเพียงเท่านี้ หลังจาก เสร็จสิ้น การปรับแต่งทุกอย่างแล้ว ลองเปรียบเทียบความรู้สึกต่าง ๆ ทั้งเวลาที่ใช้งานทั่ว ๆ ไปดูนะ ว่าได้ผลอย่างไรกันบ้าง
* ทำการลง Driver ของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีมาให้สำหรับ Windows XP โดยเฉพาะ
สำหรับท่านที่ใช้งาน Windows XP นั้น ความจริงหลังจากที่ลง Windows ใหม่ ๆ แล้ว อุปกรณ์บางตัว อาจจะสามารถ ทำงานได้เลย โดยไม่ต้องมานั่งลง Driver ให้ยุ่งยาก แต่เพื่อให้อุปกรณ์ต่าง ๆ นั้น สามารถทำงานได้ อย่างเต็มประสิทธิภาพ มากขึ้น ขอแนะนำให้ทำการลง Driver ของอุปกรณ์แต่ละตัวไปอีกครั้งด้วย จะช่วยลดปัญหาต่าง ๆ ในการใช้งานได้มาก
* การปรับแต่ง Performance ของระบบให้ทำงานได้เร็วขึ้น
เป็นการตั้งค่า Virtual Memory ของระบบที่เหมาะสม โดยเริ่มจากการคลิกเมาส์ขวาที่ My Computer บนหน้า Desktop เลือก Properties และเลือก Advanced ในช่อง Performance กดที่ปุ่ม Settings >> Advanced และด้านล่างเลือกกดที่ปุ่ม Change จะได้ตามภาพ
# ทำการเปลี่ยนค่าของ Virtual ให้เป็นแบบ Custom size และกำหนดไว้ที่ 512-512 ตามภาพแล้วกด OK จากนั้นเครื่องจะทำการ Restart ใหม่ครั้งหนึ่งก่อนครับ
# การปรับแต่ง Startup and Recovery ของระบบวินโดวส์
เป็นการกำหนดขั้นตอน เมื่อระบบวินโดวส์เริ่มต้นทำงาน และการกำหนดการกระทำ เมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นให้เหมาะสม โดยทำการคลิกเมาส์ขวาที่ My Computer บนหน้า Desktop เลือก Properties และเลือก Advanced ในช่อง Startup and Recovery กดที่ปุ่ม Settings จะได้ตามภาพ
# ทำการยกเลิกการเครื่องหมายถูกใต้ช่อง System failure ออกให้หมด (สำหรับเครื่องหมายถูกด้านบนใต้ช่อง system startup ให้ปล่อยไว้ตามเดิม เนื่องจากเป็นการกำหนดการเลือกบูต Windows แบบหลายระบบ หรือถ้าหากเครื่องนั้น ลงระบบ Windows ไว้แค่ตัวเดียว ไม่ได้ใช้ลูกเล่นนี้ก็เอาออกไปได้เช่นกันครับ) จากนั้นก็กด OK ครับ
# การปรับแต่งระบบรายงานข้อผิดพลาดหรือ Error Reporting
เป็นการกำหนดวิธีการรายงานข้อผิดพลาด ซึ่งไม่ค่อยได้ใช้งานอะไร ก็จัดการยกเลิกการทำงานส่วนนี้ซะเลย โดยทำการ คลิกเมาส์ขวาที่ My Computer บนหน้า Desktop เลือก Properties และเลือก Advanced ที่ด้านล่าง ให้กดที่ปุ่ม Error Reporting จะได้ตามภาพ
* ทำการเลือกที่ช่อง Disable error reporting ตามภาพแล้วกด OK ครับ
* ปิดการทำงานของ System Restore เพื่อไม่ให้เปลืองพื้นที่ของฮาร์ดดิสก์
เป็นการปิดการทำงานของระบบ System Restore หรือระบบย้อนเวลากลับของ Windows เช่น ถ้าหากเรามีการติดตั้ง ซอฟต์แวร์ลงไปในเครื่อง แล้วเกิดเปลี่ยนใจหรือว่าซอฟต์แวร์ตัวนั้น ไปสร้างปัญหาให้กับระบบ เราก็สามารถย้อยเวลากลับไป ณวันที่หรือเวลาที่เราต้องการได้ แต่เนื่องจากการที่จะสามารถ ย้อนเวลากลับไปได้นั้น Windows จะต้องใช้พื้นที่บน ฮาร์ดดิสก์ ส่วนหนึ่ง ในการเก็บข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ด้วย ตรงนี้แหละครับที่เรียกว่า System Restore ซึ่งถ้าหาก ไม่ต้องการ ใช้งานระบบในส่วนนี้ ก็จัดการปิดการทำงานไปซะดีกว่าครับ โดยทำการ คลิกเมาส์ขวาที่ My Computer บนหน้า Desktop เลือก Properties และเลือก System Restore ตามภาพ
ติ๊กเครื่องหมายถูกที่ช่อง Turn off System Restore on all drive แล้วกด OK ครับ
* การตั้งให้ปิดระบบการทำงานของ Auto Update ไปเลยดีกว่า
เป็นการตั้งให้ระบบการอัพเดตไฟล์หรือ Patch ต่าง ๆ ผ่านทางเว็บไซต์ของ microsoft แบบอัตโนมัติไม่ทำงาน เนื่องจาก ถ้าหากมีการตั้ง Auto Update นี้ไว้ จะทำให้เมื่อเล่นอินเตอร์เน็ตแล้ว จะมีการเช็คหรือตรวจสอบอยู่บ่อย ๆ รวมถึงในบางครั้ง อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ Windows ต่อเน็ตเองด้วย ซึ่งหากเราต้องการที่จะทำการอัพเดตจริง ๆ ก็สามารถสั่งเองได้เช่นกัน โดยทำการ คลิกเมาส์ขวาที่ My Computer บนหน้า Desktop เลือก Properties และเลือก Automatic Updates ตามภาพ
เอาเครื่องหมายถูกหน้าช่อง Keep my computer up to date... ออกไปและกด OK ครับ
* การปิดการทำงานของระบบ Remote Desktop
เป็นการปิดการทำงานของการใช้งาน Remote Desktop หรือการทำ Remote จากเครืองคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ไปยังอีกเครื่องหนึ่ง โดยปกติเราจะไม่ได้มีการใช้งานส่วนนี้อยู่แล้ว ปิดไปเลยดีกว่าครับ โดยทำการ คลิกเมาส์ขวาที่ My Computer บนหน้า Desktop เลือก Properties และเลือก Remote ตามภาพ
เอาเครื่องหมายถูกออกไปให้หมดเหมือนภาพด้านบน และกดที่ปุ่ม OK ครับ
* การปรับแต่งระบบ Registry ของระบบวินโดวส์ให้ทำงานได้ดีขึ้น
สำหรับส่วนนี้ ก็จะเป็นการปรับแต่งระบบ Registry ของ Windows โดยในที่นี้ จะไม่ขออธิบายรายละเอียดมากนัก เอาเป็นว่า อยากจะลองปรับแต่งตรงไหน ก็กดเลือกที่ Registry สำเร็จรูปที่ได้เตรียมไว้แล้ว ให้ทำไปทีละอันตามต้องการจนครบได้เลย โดยวิธีการ ก็เพียงแค่เลือกที่ลิงค์ด้านล่างนี้ เลือกที่ Open และกดที่ Yes ครับ
1. การปรับ แต่งวินโดวส์ให้บูตเร็วขึ้น โดยการปรับค่า Memory Management
2. การ ปรับแต่งวินโดวส์ให้เล่นเน็ตเร็วขึ้น โดยการปรับแต่งค่า MAXConectionsPerServer
3. การ ปรับแต่งวินโดวส์ให้ชัตดาวน์ได้เร็วขึ้น โดยการปรับค่าต่าง ๆ ของระบบ
สำหรับขั้นตอนต่าง ๆ เท่าที่พอจะทำการปรับแต่งได้ โดยที่ไม่มีผลกระทบกับระบบ Windows XP มากนักก็มีเพียงเท่านี้ หลังจาก เสร็จสิ้น การปรับแต่งทุกอย่างแล้ว ลองเปรียบเทียบความรู้สึกต่าง ๆ ทั้งเวลาที่ใช้งานทั่ว ๆ ไปดูนะ ว่าได้ผลอย่างไรกันบ้าง
การปรับแต่ Firefox ให้ไหลลื่นหัวแตกกันเลย
เทคนิค การปรับแต่ง Firefox ให้เร็วขึ้นและกิน RAM น้อยลง[เห็นผลทันตา99.99%]
ก่อนอื่นให้เปิดโปรแกรม Firefox ขึ้นมาก่อน จะต่อเน็ตหรือไม่ต่อก็ได้ ในช่อง URL ให้พิมพ์คำว่า about:config ลงไป เพื่อทำการเข้าไปปรับค่าต่างๆ ของโปรแกรม
ให้ทำการแก้ไขค่าต่างๆ ดังนี้
network.http.proxy.pipelining จะเห็นว่าค่าเดิมเป็น false ให้ทำการแก้ไขให้เป็น true การแก้ไขทำได้โดย ดับเบิ้ลคลิกที่บรรทัดนั้นๆ ได้เลย
network.http.pipelining.maxrequests ให้ แก้ไขโดยการดับเบิ้ลคลิก จากนั้นจะมีหน้าต่างแสดงขึ้นมา เพื่อให้เราได้แก้ไขค่า (ซึ่งการแก้ไขในส่วนอื่นๆ ก็จะทำแบบเดียวกันนี้) ซึ่งค่าเดิมๆ คือ 4 ให้เราแก้เป็น 200
network.http.max-connections จาก 24 ให้แก้เป็น 64
network.http.max-connections-per-server จาก 8 ให้แก้เป็น 20
network.http.max-persistent-connections-per-proxy ค่า เดิมๆ คือ 4 ให้แก้ไขเป็น 10
network.http.max-persistent-connections-per-server ค่า เดิมคือ 2 ให้แก้ไขเป็น 10
network.http.request.max-start-delay ค่า เดิมๆ คือ 10 ให้เราแก้ไข เป็น 0 ในส่วนนี้เป็นช่วงกำหนดเวลา
network.http.proxy.version ค่า เดิมๆ คือ 1.1 แก้ไขเป็น 1.0
จาก นั้น คลิกขวาบนพื้นที่ว่าง เลือกที่ New(ใหม่) แล้วเลือกที่ Integer(จำนวนเต็ม) จะมีหน้าต่างปรากฏขึ้นมา ให้เราใส่ชื่อเป็น nglayout.initialpaint.delay จากนั้น จะให้เราใส่ค่า value ให้เราใส่ค่าเป็น 0
สร้างตัวแปรใหม่ ขึ้นมา เป็นแบบ Integer(จำนวนเต็ม) ด้วยวิธีเดียวกับวิธีข้างบน ใส่ชื่อตัวแปร เป็น browser.sessionhistory.max_total_viewers ส่วนการกำหนดค่า ของตัวแปรตัวนี้นั้น จะเป็นในส่วนของการเก็บแคช ดังนั้นจึงควรใส่ตามปริมาณแรมของเครื่องนั้นๆ
แรม 32 MB ให้ใส่ 0
แรม 64 MB ให้ใส่ 1
แรม 128 MB ให้ใส่ 2
แรม 256 MB ให้ใส่ 3
แรม 512 MB ให้ใส่ 5
ถ้า หากว่า มีปริมาณแรมเกินกว่านี้ ให้ใส่ 8 และห้าม กำหนดค่าตัวแปร เกิน 8 เพราะถ้าใส่ค่ามากกว่านี้ Firefox จะปิดการทำงานของแคช
สร้างตัวแปร ใหม่ขึ้นมา เป็นประเภท Integer(จำนวนเต็ม) ชื่อตัวแปร Browser.cache.memory.capacity สำหรับค่าของตัวแปร จะแปรผันตามวิธีด้านบน หรือจะกำหนดค่าตัวแปรเท่ากันกับตัวบนเลยก็ได้
สร้างตัวแปรใหม่ โดยเลือกที่ Boolean ชื่อของตัวแปรใส่เป็น config.trim_on_minimize กำหนดค่าของตัวแปรเป็น True
จาก นั้นก็ปิด Firefox แล้วทำการเปิดขึ้นมาใหม่ ทดลองเข้าเว็บต่างๆ ดู จะพบว่าสามารถเปิดเว็บได้อย่างไหลลื่นขึ้น นอกจากนี้ ให้คลิกขวาที่ Shortcut ของ Firefox เลือก Properties ที่แถบด้านบนเลือกเป็น Shortcut สังเกตในช่อง Target ให้เราเคาะเว้นวรรคก่อน 1 ครั้ง แล้วใส่นี้ /Perfect:1 อย่างเครื่องของเรา ก็จะได้เป็น "C:\Program Files\Mozilla Firefox\firefox.exe" /Perfect:1
ก่อนอื่นให้เปิดโปรแกรม Firefox ขึ้นมาก่อน จะต่อเน็ตหรือไม่ต่อก็ได้ ในช่อง URL ให้พิมพ์คำว่า about:config ลงไป เพื่อทำการเข้าไปปรับค่าต่างๆ ของโปรแกรม
ให้ทำการแก้ไขค่าต่างๆ ดังนี้
network.http.proxy.pipelining จะเห็นว่าค่าเดิมเป็น false ให้ทำการแก้ไขให้เป็น true การแก้ไขทำได้โดย ดับเบิ้ลคลิกที่บรรทัดนั้นๆ ได้เลย
network.http.pipelining.maxrequests ให้ แก้ไขโดยการดับเบิ้ลคลิก จากนั้นจะมีหน้าต่างแสดงขึ้นมา เพื่อให้เราได้แก้ไขค่า (ซึ่งการแก้ไขในส่วนอื่นๆ ก็จะทำแบบเดียวกันนี้) ซึ่งค่าเดิมๆ คือ 4 ให้เราแก้เป็น 200
network.http.max-connections จาก 24 ให้แก้เป็น 64
network.http.max-connections-per-server จาก 8 ให้แก้เป็น 20
network.http.max-persistent-connections-per-proxy ค่า เดิมๆ คือ 4 ให้แก้ไขเป็น 10
network.http.max-persistent-connections-per-server ค่า เดิมคือ 2 ให้แก้ไขเป็น 10
network.http.request.max-start-delay ค่า เดิมๆ คือ 10 ให้เราแก้ไข เป็น 0 ในส่วนนี้เป็นช่วงกำหนดเวลา
network.http.proxy.version ค่า เดิมๆ คือ 1.1 แก้ไขเป็น 1.0
จาก นั้น คลิกขวาบนพื้นที่ว่าง เลือกที่ New(ใหม่) แล้วเลือกที่ Integer(จำนวนเต็ม) จะมีหน้าต่างปรากฏขึ้นมา ให้เราใส่ชื่อเป็น nglayout.initialpaint.delay จากนั้น จะให้เราใส่ค่า value ให้เราใส่ค่าเป็น 0
สร้างตัวแปรใหม่ ขึ้นมา เป็นแบบ Integer(จำนวนเต็ม) ด้วยวิธีเดียวกับวิธีข้างบน ใส่ชื่อตัวแปร เป็น browser.sessionhistory.max_total_viewers ส่วนการกำหนดค่า ของตัวแปรตัวนี้นั้น จะเป็นในส่วนของการเก็บแคช ดังนั้นจึงควรใส่ตามปริมาณแรมของเครื่องนั้นๆ
แรม 32 MB ให้ใส่ 0
แรม 64 MB ให้ใส่ 1
แรม 128 MB ให้ใส่ 2
แรม 256 MB ให้ใส่ 3
แรม 512 MB ให้ใส่ 5
ถ้า หากว่า มีปริมาณแรมเกินกว่านี้ ให้ใส่ 8 และห้าม กำหนดค่าตัวแปร เกิน 8 เพราะถ้าใส่ค่ามากกว่านี้ Firefox จะปิดการทำงานของแคช
สร้างตัวแปร ใหม่ขึ้นมา เป็นประเภท Integer(จำนวนเต็ม) ชื่อตัวแปร Browser.cache.memory.capacity สำหรับค่าของตัวแปร จะแปรผันตามวิธีด้านบน หรือจะกำหนดค่าตัวแปรเท่ากันกับตัวบนเลยก็ได้
สร้างตัวแปรใหม่ โดยเลือกที่ Boolean ชื่อของตัวแปรใส่เป็น config.trim_on_minimize กำหนดค่าของตัวแปรเป็น True
จาก นั้นก็ปิด Firefox แล้วทำการเปิดขึ้นมาใหม่ ทดลองเข้าเว็บต่างๆ ดู จะพบว่าสามารถเปิดเว็บได้อย่างไหลลื่นขึ้น นอกจากนี้ ให้คลิกขวาที่ Shortcut ของ Firefox เลือก Properties ที่แถบด้านบนเลือกเป็น Shortcut สังเกตในช่อง Target ให้เราเคาะเว้นวรรคก่อน 1 ครั้ง แล้วใส่นี้ /Perfect:1 อย่างเครื่องของเรา ก็จะได้เป็น "C:\Program Files\Mozilla Firefox\firefox.exe" /Perfect:1
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)